
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 สถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชาได้กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง หลังนายแฮง รัตนา ผู้อำนวยการสำนักงานปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติกัมพูชา (CMAA) ออกมากล่าวหาทหารไทยว่าเป็นผู้ฝังระเบิดใหม่ในพื้นที่ชายแดน พร้อมอ้างมีหลักฐานทั้งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอเพื่อยืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าว ทว่าพลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกไทยได้ออกมาโต้กลับทันควัน ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด พลตรีวินธัยย้ำชัดว่าข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชานั้นบิดเบือนความจริง และมีการให้ข่าวที่ขัดแย้งกันเอง พร้อมเน้นย้ำถึงแหล่งที่มาและชนิดของระเบิดที่ถูกกล่าวถึง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อคลี่คลายความเข้าใจผิดในประเด็นความปลอดภัยบริเวณชายแดน
ทุ่นระเบิด PMN-2 ปริศนา กองทัพบกยัน “ไม่เคยใช้” พร้อมโต้ “กัมพูชาบิดเบือน-ข้อมูลขัดแย้ง”
ประเด็นร้อนที่กองทัพบกต้องออกมาชี้แจงอย่างเร่งด่วนคือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้ทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าพบเห็นในพื้นที่ชายแดน พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่าระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 นั้นเป็นระเบิดที่ผลิตจากประเทศรัสเซีย ซึ่งกองทัพไทยไม่เคยมีในครอบครองและไม่เคยนำมาใช้ในการปฏิบัติงานในทุกพื้นที่แนวชายแดนแต่อย่างใด คำชี้แจงนี้เป็นการปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อข้อกล่าวหาที่มุ่งเป้ามายังทหารไทย และเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ของกองทัพบกในประเด็นการใช้ระเบิดต้องห้าม
กองทัพบกยังได้ชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลในข้อมูลของฝ่ายกัมพูชา โดยระบุว่าการให้ข่าวของนายแฮง รัตนา นั้นมีความบิดเบือนข้อเท็จจริงและมีการให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเองหลายประเด็น ซึ่งทำให้เกิดความสับสนและไม่น่าเชื่อถือ ประเด็นนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ ก่อนที่จะมีการเผยแพร่สู่สาธารณะ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศได้ พลตรีวินธัยยังได้ย้ำเตือนว่า การกล่าวหาลอยๆ โดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนและเป็นจริงนั้น ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดน และอาจสร้างความตึงเครียดให้แก่สถานการณ์ที่ควรได้รับการคลี่คลายด้วยความร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย ข่าวลือและข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการวางสิ่งกีดขวางหรือระเบิดที่ไม่ได้มาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง อาจส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกและเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในบริเวณดังกล่าวด้วย

เปิดข้อมูลลึก เบื้องหลังความตึงเครียดจาก “ทุ่นระเบิด” ชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบต่อความสัมพันธ์
สถานการณ์เกี่ยวกับทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและสร้างความตึงเครียดมาอย่างยาวนาน การกล่าวหาครั้งล่าสุดนี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจร่วมกันและโปร่งใสในการจัดการกับระเบิดในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั้งสองประเทศ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดของวัตถุระเบิดที่ถูกนำมากล่าวอ้างมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ระเบิด PMN-2 เป็นระเบิดสังหารบุคคลชนิดหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อทำให้บุคคลได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต การใช้งานระเบิดชนิดนี้ถูกควบคุมและห้ามโดยอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) หรืออนุสัญญาว่าด้วยการห้ามการใช้ การสะสม การผลิต และการถ่ายโอนระเบิดสังหารบุคคล และว่าด้วยการทำลายระเบิดดังกล่าว (Convention on the Prohibition of the Use, Stockpiling, Production and Transfer of Anti-Personnel Mines and on their Destruction) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อยุติการใช้ระเบิดสังหารบุคคลทั่วโลก
แม้ว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะเป็นภาคีของอนุสัญญานี้ แต่การกล่าวหาเรื่องการใช้ระเบิดใหม่ในพื้นที่ชายแดนยังคงเกิดขึ้น สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ามีความจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและการบิดเบือนข้อมูล การกล่าวหาเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและบั่นทอนความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันได้ การแก้ไขปัญหาเรื่องระเบิดในพื้นที่ชายแดนควรดำเนินการผ่านกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการชายแดน หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้ การทำความเข้าใจและจัดการกับประเด็นเรื่องระเบิดอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความขัดแย้งและความตึงเครียด แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชาในระยะยาว เพื่อให้พื้นที่ชายแดนเป็นเขตที่ปลอดภัยและสงบสุขสำหรับทุกคนที่อาศัยและปฏิบัติงานในบริเวณนั้น







